สลอด

June 26th, 2013

สลอด

สลอดสลอด เป็นไม้ยืนต้น สูง 4-15 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 3-6 ซม. ยาว 9-14 ซม. ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่คนละต้น กลีบดอกสีนวล ผลแห้ง แตกได้ รูปกลม  สลอด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า บะกั้ง (แพร่) มะข่าง มะคัง มะตอด หมากทาง หัสคืน (ภาคเหนือ) ลูกผลาญศัตรู สลอดต้น หมากหลอด (ภาคกลาง) หมากยอง (แม่ฮ่องสอน)  ไม้พุ่ม สูง 3-6 ม. ต้นเกลี้ยง ใบเดี่ยวรูปไข่ เรียงสลับกัน ปลายใบแหลม ฐานใบกลม ขอบใบหยัก แบบซี่ฟัน มีเส้นใบ 3-5 เส้น ที่ฐานใบมีต่อม 2 ต่อม เนื้อใบบาง ก้านใบเรียวเล็ก ดอกเล็ก ออกเดี่ยว ๆ หรือออกเป็นช่อที่ยอด ใบประดับมีขนาดเล็ก ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน หรืออยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้ มีขนรูปดาว กลีบรองกลีบดอก 4-6 กลีบ ปลายกลีบมีขน กลีบดอก 4-6 กลีบ ขอบกลีบมีขน ฐานดอกมีขน และมีต่อมจำนวนเท่ากันและอยู่ตรงข้ามกันกับกลีบรองกลีบดอก เกสรผู้มีจำนวนมาก ก้านเกสรไม่ติดกัน เมื่อดอกยังอ่อนอยู่ ก้านเกสรจะโค้งเข้าข้างใน ดอกเพศเมีย กลีบรองกลีบดอกรูปไข่ มีขนที่โคนกลีบ ไม่มีกลีบดอก หรือถ้ามีก็เล็กมาก รังไข่มี 2-4 ช่อง ผลแก่จัดแห้งและแตก รูปขอบขนานหรือรี กว้าง 1-1.5 ซม. ยาวประมาณ 2 ซม. หน้าตัดรูปสามเหลี่ยมมนๆ เมล็ดรูปขอบขนานแกมรูปรี สีน้ำตาลอ่อน สรรพคุณทางสมุนไพรของสลอด ใบ  แก้ตะมอย แก้ไส้ด้าน ไส้ลาม (กามโรคที่เกิดเนื้อร้ายจากปลายองค์กำเนิดกินลามเข้าไปจนถึงต้นองค์กำเนิด) ดอก ฆ่าเชื้อโรคกลากเกลื้อน แก้คุดทะราด ผล แก้ลมอัมพฤกษ์ ดับเดโชธาตุ มีให้เจริญ เมล็ด  เป็นยาถ่ายอย่างแรง ถ่ายร้อนคอ ปวดมวน ก่อนใช้ต้องทำการประสะก่อน (อันตราย) เปลือกต้น แก้เสมหะอันคั่งค้างอยู่ในอกและลำคอ ราก แก้โรคเรื้อน ถ่ายเสมหะ ถ่ายโลหิตและลม

ประโยชน์ดีๆจากมะกอก

June 21st, 2013

imagesCAK0FEVM

วันนี้เรานำความรู้เรื่องประโยชน์ของมะกอกและสรรพคุณของมะกอกซึ่งจัดเป็นพืชผักสมุนไพรไทยพื้นบ้านที่มีมาช้านาน ใน ประโยชน์ของมะกอก และ สรรพคุณของมะกอก ก็มีมากมายอย่างที่คุณคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียวค่ะ คนส่วนใหญ่มักจะนำ ผลมะกอก และ ยอดมะกอก มาบริโภคกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะคนที่ชอบรับประทานส้มตำใส่ผลมะกอกน่าจะเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของรสชาติ กลิ่น และรสของมะกอกเป็นอย่างดี หากใครยังไม่รู้ถึง ประโยชน์ของมะกอก และ สรรพคุณของมะกอก วันนี้เราก็นำความนี้มาบอกกล่าวให้ได้รู้กันอีกด้วย ฉะนั้นพร้อมที่จะรู้ข้อมูลของประโยชน์ของมะกอกและสรรพคุณของมะกอกซึ่งเป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยกันแล้วรึยังค่ะ สรรพคุณ / ประโยชน์ของมะกอก  ยอดมะกอก กินดิบเป็นผักจิ้ม สุกก็กินได้ เผาจิ้มน้ำพริก  ส่วนเนื้อไม้มะกอกแม้จะเป็นไม้เนื้ออ่อน แต่ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำกล่องไม้ขีด ทำไม้จิ้มฟัน ทำกล่องใส่ของ และหีบศพ เป็นต้น  เปลือก ป่นเป็นผง ผสมน้ำ ใช้ทาแก้โรคปวดตามข้อ ใช้เป็นยาเย็นแก้โรคท้องเสีย โรคเกี่ยวกับลำไส้ ระงับอาเจียน  เมล็ด เผาไฟ แช่เอาน้ำดื่ม แก้อาการผิดสำแดง แก้ร้อนใน แก้หอบ สะอึก   ผลสุก ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน (ลักปิดลักเปิด) รักษาโรคกระเพาะอาหารพิการ มีรสเปรี้ยวอมฝาดต่อมาจะเปลี่ยนเป็นรสหวาน ชุ่มคอ ผลสุกมีกลิ่นหอมมาก   แม้ตำราปลูกต้นไม้ในบ้านของชาวไทยจะไม่ถือว่ามะกอกเป็นไม้มงคล เพราะไม่มีข้อห้ามมิให้ปลูกมะกอกในบริเวณบ้าน (เช่น ลั่นทมหรือมะรุม) ดังนั้น หากผู้อ่านท่านใดมีพื้นที่บริเวณบ้านพอก็น่าจะหามะกอกมาปลูกไว้สักต้น เพราะนอกจากรูปทรงต้นและลักษณะใบที่งดงามแล้วท่านยังจะได้ประโยชน์จากมะกอกมากมาย

ผักคราดหัวแหวน

June 16th, 2013

ผักคราดหัวแหวน

ผักคราดหัวแหวน ผักชนิดนี้เป็นผักพื้นบ้าน นิยมรับประทานกันมาแต่รุ่นปู่ย่าตายาย โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดเป็นผักที่เป็นทั้งอาหารและยาสมุนไพร และเป็นหนึ่งในยาสมุนไพรในงานสาธารณผักคราดหัวแหวนสุขมูลฐาน อีกทั้งทางด้านเภสัชวิทยาช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านยีสต์ ต้านไวรัส ยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้ ลดความดันโลหิต เพิ่มฤทธิ์ของฮิสตามีนในการทำให้ลำไส้หดเกร็ง ปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันฆ่ายุง ฆ่าลูกน้ำยุง ทำให้ชัก เป็นยาชาเฉพาะที่ แก้ปวด ลดความแรงและความถี่ของการบีบตัวของหัวใจห้องบน ยับยั้งการหดตัวของมดลูกซึ่งเหนี่ยวนำด้วย oxytocin ผักคราดหัวแหวนเป็นพืชล้มลุก ลำต้นและกิ่งก้านมีขน สูงถึง 50 เซนติเมตร ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปไข่หรือไข่แกมใบหอก ขนาดกว้าง 1–2.5 เซนติเมตร ยาว 2–4 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบใบเรียบถึงจักไม่แน่นอน มีก้านใบ ดอกช่อออกระหว่างซอกใบ ดอกเรียงเป็นช่อกระจุกแน่นรูปไข่ ก้านช่อดอกยาวถึง 10 เซนติเมตร มีริ้วประดับเรียงซ้อนสองชั้น รูปไข่แกมใบหอกหรือแกมขนาน ดอกย่อย วงชั้นนอกเป็นเพศเมีย ดอกชั้นในเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีขนาดโตกว่าดอกชั้นนอก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด เหนือรังไข่ ไม่มีระยางค์หรือขน ผลแห้งเป็นสันนูน มี 3 สัน ยาว 0.3 เซนติเมตร สีดำ ปลายมีระยางค์เป็นหนาม 1–2 อัน สรรพคุณทางสมุนไพร ใบ แก้ปวดศีรษะ แก้โลหิต เป็นพิษ ดอก ขับน้ำลาย แก้โรคในคอ แก้ปวดฟัน แก้โรคติดอ่างในเด็ก รักษาแผลในปากในคอ แก้โรคลิ้นเป็นอัมพาต เมล็ด เคี้ยวแก้ปากแห้ง ทั้งต้น แก้พิษตานซาง แก้ริดสีดวง แก้ผอมเหลือง แก้บิด แก้เลือดออกตามไรฟัน ชงดื่ม ขับปัสสาวะ แก้หอบไอ แก้ไอกรน แก้ปวดบวม แก้ไขข้ออักเสบ แก้คันคอ แก้ทอนซิลอักเสบ แก้งูรัด สุนัขกัด พอกแก้พิษปวดบวม ราก ต้มดื่ม เป็นยาถ่าย อมบ้วนปากแก้อักเสบในช่องปาก เคี้ยวแก้ปวดฟัน

ช้าแป้น

June 11th, 2013

ช้าแป้น

ช้าแป้น

ช้าแป้น

ช้าแป้น ชื่อไม้พุ่มชนิดมะเขือ erianthum D. Don ในวงศ์ Solanaceae ผลคล้ายมะเขือพวง แต่มีขนกินเมาอาจถึงตายได้รากใช้ทํายา เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 ม.กิ่งและใบมีขนละเอียดรูปดาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 12-20 ซม. ยาว 18-35 ซม. ก้านใบยาว 3-5 ซม. ดอกสีม่วงขนาดเล็ก ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ดอกย่อยมีจำนวนมาก กลีบรองดอกปลายเกือบเป็นเส้นตรง ขนาด 15 มม. กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 4 กลีบ ขนาด 3 มม. ผลเป็นผลสดรูปกลม ขนาด 2 มม. สีม่วง มีถิ่นกำเนิดมาจากอินเดียตะวันออกถึงมาเลเซีย และสุมาตรา พบทั่วไปตามป่าผลัดใบและป่าดิบเขา ที่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูง 1,200 ม. “ช้าแป้น” เป็นพืชสมุนไพรที่ชอบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ตามตำรับยาพื้นบ้านทางเหนือใช้เปลือกรักษาคนเป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาตระยะต้น ขณะที่แก่นฝนน้ำกินแก้ไข้เปลี่ยนฤดู สรรพคุณ ผล มีสารสเตอรอยด์ solasodine ปริมาณสูง สามารถสังเคราะห์เป็นยาคุมกำเนิดได้ ทั้งต้น ช่วยลดการอักเสบจากแผลที่เกิดจากไฟไหม้ ใบ ใช้รักษาอาการตัวบวม ฟกช้ำ ปวดฟัน ปวดหัว โรควัณโรคที่ต่อมน้ำเหลืองระยะเริ่มแรก โรคเก๊าท์ เป็นฝี แผลไฟไหม้ แผลเปื่อย แผลเปื่อยในปาก ผิวหนังอักเสบ และใช้ห้ามเลือด ราก ใช้รักษาอาการท้องร่วง โรคบิด และขับระดูขาว เปลือกต้นต้มน้ำดื่มและใช้แช่รักษาอัมพาตระยะต้นๆ ช้าแป้นมีการกระจายพันธุ์ในป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้งบนเขา ออกดอกเดือนมีนาคม เป็นผลตอนปลายฤดูฝน เนื้อไม้สีขาว ค่อนข้างอ่อนและเบา ขัดให้เป็นเงาได้ง่าย ใบใช้เลี้ยงสัตว์ มักปลูกตามไหล่เขาเพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร

ปอบิด

June 6th, 2013

ปอบิด

ปอบิดปอบิด หรือ HELI-CTERES ISORA LINN อยู่ในวงศ์  STERCULIACEAE เป็นไม้พุ่ม สูง 2-4 เมตร เปลือกลำต้นมียางเหนียวและทุกส่วนลำต้นมีขนทั่ว ใบรูปหัวใจ ดอก เป็นกระจุก 2-3 ดอก ที่ซอกใบและปลายยอด ดอกสีส้มหรือสีอิฐ เวลามีดอกจะสวยงามมาก “ผล” เป็นฝักบิดเหมือนเชือกควั่น มีเมล็ดสีดำ ดอกออกช่วงเดือน ธันวาคม-มกราคม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีชื่อเรียกอีกคือ ปอทับ, ปอลิงไซ, มะบิด (ภาคเหนือ) ซ้อ (กะเหร่ียง) บิด, มะบิด (พายัพ) ลูกบิด, ชะมด (ภาคกลาง) หั่วสั่วหมา (จีนกลาง) ห้วยเสาะมั้ว (แต้จิ๋ว) และ ข้าวจี่ (ลาว) ปอบิดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 1-3 เมตร มีขนสีน้ำตาลปกคลุมทั่วทุกส่วน ลำต้นกลม เรียว อ่อนคล้ายเถา บริเวณส่วนเปลือกมีสีเทาและมียางเหนียว ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่ แผ่นใบสาก ท้องใบจะมีขนกว้าง 2.5-3.5 นิ้ว ยาว 4-8 นิ้ว ม้วนเว้าเข้าหากัน ขอบใบหยักเป็นแบบฟันปลา ดอกจะมีสีส้มหรือสีแดงอิฐ จะออกเป็นกระจุกระหว่างต้นกับใบ กระจุกละประมาณ 2-3 ดอก แต่ละดอกมีใบประดับขนาดเล็กรองรับมีกลีบรองกลีบดอกสีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบคู่บนมีขนาดใหญ่กว่ากลีบอื่น ปลายกลีบมน มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย เกสรตัวผู้มีสีเหลือง มี 10 อันเชื่อมรวมกับก้านของเกสรตัวเมีย ผล มีลักษณะเป็นฝักยาว กลม บิดเป็นเกลีบวมีทั้งบิดซ้ายและบิดขวา ยาว 3-4 เซนติเมตร ออกผลประมาณเดือนธันวาคม-มกราคม เมื่อแก่จะมีสีน้ำตาลหรือสีดำ แก่เต็มที่ฝักจะอ้าออก ซึ่งตำรายาไทย ระบุว่า เปลือกต้น และ ราก ใช้เป็นยาบำรุงธาตุด้วยการนำไปต้มน้ำจนเดือดแล้วดื่มขณะอุ่นวันละ 1-2 แก้ว เวลาไหนก็ได้ เมล็ดแห้ง จำนวน 10-15 กรัม ต้มน้ำเดือดดื่มแก้โรคบิด ท้องร่วง ท้องอืด ขับเสมหะ ทั้งผลรวมเมล็ด ต้มน้ำเดือดดื่มแก้ปวดท้องโรคกระเพาะ อาหารอักเสบเรื้อรัง แก้ปวดเคล็ดบวมดีมาก สรรพคุณอย่างอื่นในตำรายาแผนไทยไม่ได้ระบุไว้ การใช้ ประโยชน์อย่างอื่น เส้นใยจากเปลือกต้น “ปอบิด” ที่มีอายุระหว่าง 1-2 ปี หลังปลูกใช้ทำเป็นเชือกและทำอย่างอื่นอีกมากมาย มีความทนทานเช่นเดียวกับเส้นใยจากเปลือกต้น ปอแก้ว จึงทำให้ในยุคสมัยก่อนนิยมปลูกต้น “ปอบิด” ในบริเวณบ้านกันอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันจะมีปลูกบ้างตามชนบทห่างไกลตัวเมือง แต่ก็น้อยมาก

ท้อ

May 31st, 2013

ท้อ

ท้อท้อ เป็นพรรณไม้ผลัดใบ มีขนาดสูงประมาณ 8 เมตร ลักษณะลำต้นและกิ่งอ่อนจะมีผิวเปลือกเกลี้ยงไม่มีขน เป็นสีน้ำตาลแดง หรือสีเขียวอ่อน สรรพคุณทางสมุนไพรของท้อ ราก เปลือกรากหรือต้น ใช้สดประมาณ 30-60 กรัม แล้วนำไปต้มกิน หรือใช้สำหรับภายนอก โดยต้มเอาน้ำชะล้าง ราก เปลือกรากหรือต้นนั้น จะมีรสขม ใช้รักษาโรคดีซ่านและตาเหลือง โดยใช้รากหั่นเป็นฝอย ต้มกินตอนอุ่น ๆ ขณะที่ท้องว่าง ใช้รักษาเยื่อหุ้มกระดูกอักเสบ ใช้รากอ่อนสีขาว ผสมน้ำตาลแดงพอประมาณ แล้วตำพอกตามบริเวณที่เจ็บ นอกจากนี้ยังเป็นยารักษาประจำเดือนไม่ปรกติ ปวดข้อแผลบวม อาเจียนเป็นเลือด กระอักเลือด เป็นแผลมีหนองเรื้อรัง และโรคริดสีดวงทวาร ใบ ใช้สดประมาณ 30-60 กรัม นำไปต้มน้ำกินหรือใช้สำหรับภายนอก โดยการตำพอก และต้มเอาน้ำชะล้างใบ นั้นจะมีรสขม ใช้รักษาอาการปวดหัวจากลมร้อน ใช้ใบตำพอก เป็นในรูจมูก ให้ใช้ใบอ่อนตำ แล้วอุดรูจมูกที่เป็น บริเวณตาบวม ใช้ใบคั้นเอาแต่น้ำทา ตามบริเวณที่บวมเป็นกลากตามบริเวณหน้าและตัว ให้ใช้ใบคั้นเอาแต่น้ำทา รักษาโรคริดสีดวงทวาร ใช้ใบต้มเอาน้ำชะล้างบ่อย ๆ หรือจะใช้รากก็ได้ รักษาโรคอหิวาตกโรค ปวดท้อง อาเจียนให้ใช้ใบหั่นเป็นฝอย นำไปต้มกินตอนอุ่น ๆ เป็นปัสสาวะขัดหรือท้องผูก ให้ใช้ใบคั้นเอาน้ำกิน ครั้งละครึ่งชาม และยังใช้รักษาอาการไข้ โรคมาลาเรีย โรคผิวหนังเรื้อรังมีหนอง เป็นผื่นคันน้ำเหลือง และฆ่าหนอนแมลงที่แผล ใบมีสารจำพวก glycoside ที่มีสูตรโครงสร้างเป็น C22H24O11, naringenin, guinic acid, lycopene มีแทนนินประมาณ 100 มก.% และกลัยโคซัยด์เล็กน้อย

ทรงบาดาล

May 27th, 2013

ทรงบาดาล

ทรงบาดาลทรงบาดาล หรือขี้เหล็กหวาน ชื่อที่ใช้เรียกในประเทศไทย คือ  ทรงบาดาล ตรึงบาดาล ทรงบันดาล (ภาคกลาง) สะเก้ง (เชียงใหม่) ภาษาอังกฤษ คือ Kalamona คนไทยรู้จักคุ้นเคยกับทรงบาดาลมาเนิ่นนาน  เป็นไม้พุ่ม สูง 3 – 5 เมตร ใบ ประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 4 – 6 คู่ รูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนาน ขนาดกว้าง 1 – 2 เซนติเมตร ยาว 2.5 – 4 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ใบเป็นชนิดใบรวมคล้ายใบคูณ ดอก สีเหลืองออกตามซอกใบ และปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 – 3 เซนติเมตร ผล เป็นฝักแบน กว้าง 1 – 1.5 เซนติเมตร ยาว 7 – 20 เซนติเมตร ถิ่นกำเนิดเอเชียเขตร้อนและจาไมก้าซึ่งรวมถึงพื้นที่ประเทศไทย ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ชอบขึ้นในพื้นที่กลางแจ้งมีแสงแดดตลอดวัน ผลของทรงบาดาลมีลักษณะเป็น ฝัก เช่นเดียวกับพืชจำพวกถั่วต่างๆ รูปทรงคล้ายฝักส้มป่อย ทรงบาดาลเป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย  ออกดอก ตลอดปี ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด วิธีเตรียมเมล็ด ก่อนเพาะ นำเมล็ดมาแช่น้ำร้อน 80 – 90 องศาเซลเซียส แล้วทิ้งไว้ให้เย็น 16 ชั่วโมง ต้นทรงบาดาลนั้นจะผลิดอกสีเหลืองบานสะพรั่งตลอดปี จนทั่วทั้งต้นกลายเป็นสีเหลืองเรืองรอง ราวกับทองคำเปล่งประกายเลยทีเดียว ทรงบาดาลใช้ทำเป็นอาหารได้ โดยใช้ใบอ่อนเป็นผัก นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพร มีบรรยายสรรพคุณไว้ในตำราสมุนไพร  สรรพคุณของทรงบาดาลและวิธีใช้ ส่วนที่ใช้ประโยชน์ของทรงบาดาลคือ ราก ซึ่งจะให้สรรพคุณดังต่อไปนี้คือ นำรากมาต้มน้ำ แล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ดื่มแก้อาการสะอึก หรือถอนพิษผิดสำแดง   เนื่องจากกระเพาะอาหารขยายตัว

เม็ดบัว

May 22nd, 2013

เม็ดบัว

เม็ดบัวเม็ดบัวน้อยๆ นี้จะมีสรรพคุณทางยาสามารถช่วยบำรุงโลหิต แต่เชื่อเถอะ เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลายท่านที่มักมีอาการวิงเวียนหน้ามืด หรือมีอาการแน่นหน้าอก เพราะปัญหาเลือดน้อย ขอแนะนำสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ทานง่าย ราคาไม่แพง ที่สำคัญมีอยู่ในบ้านเรา อย่างเช่นเม็ดบัว มีสรรพคุณทางการบำรุงเลือดที่ดี สรรพคุณของเม็ดบัวนั้น อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบอยู่ถึงประมาณ 23 เปอร์เซนต์ และมีเกลือแร่ ฟอสฟอรัส นอกจากนี้ตัวเม็ดบัวยังมีสรรพคุณ บำรุงสมอง บำรุงประสาท บำรุงไต ช่วยรักษาอาการท้องร่วง และบิดเรื้อรัง และสรรพคุณพื้นบ้านที่ใช้กันเป็นยาบำรุงเลือด หรือเพิ่มเลือด “การทานเม็ดบัว เพื่อการบำรุงเลือด มีข้อแม้ว่าต้องเป็นการทานเม็ดบัวสดเท่านั้น” เม็ดบัวที่ผ่านการแปรรูปมาแล้ว หรือการนำมาต้มให้สุกจะใช้ไม่ได้ เม็ดบัวเชื่อมที่ใส่ไอศกรีมก็ใช้ไม่ได้ โดยหาซื้อฝักบัวสดที่มีขายเป็นกำๆ ตามตลาด ซึ่งหนึ่งฝักจะมีเม็ดบัวอยู่ในฝัก7-10 เม็ด แล้วแต่ความอ้วนของฝัก ดังนั้นเวลาทานต้องแกะออกจากฝัก แล้วนำมาแกะเปลือกออกจากเม็ด เพื่อจะทานเม็ดบัวสีขาวอมเหลืองที่อยู่ในเปลือก เมื่อได้เม็ดบัวที่แกะเปลือกออกแล้ว ให้ทานเข้าไปทั้งเม็ด โดยไม่เอาต้นอ่อนภายในเม็ด หรือที่เราเห็นเป็นเส้นเขียวๆ อยู่กลางเม็ดออก พูดง่ายๆ คือทานเข้าไปหมด รสชาติก็จะมีขมฝาดเล็กน้อย ใหม่ๆ อาจจะไม่คุ้นลิ้น แต่เมื่อทานไปสักระยะก็จะเฉยๆ ที่สำคัญต้นอ่อนในเม็ดบัว หรือดีบัวที่หลายคนชอบหยิบออกนั้น คือต้นอ่อนสีเขียวขมๆ สรรพคุณทางยาของจีน กล่าวว่าหากทานเข้าไปแล้วก็จะช่วยบำรุงถุงน้ำดี ช่วยเพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ และบำรุงหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย ข้อสำคัญ พยายามเลือกฝักที่แก่ จะได้เม็ดบัวที่โตเต็มที่ ทานวันละไม่น้อยกว่า 20 เม็ด จะทานมากกว่าก็ไม่ห้าม เพราะเม็ดบัวปกติเป็นของทานเล่นพื้นบ้านเราอยู่แล้ว ทีนี้คุณก็ได้อาหารบำรุงเลือด บำรุงหัวใจ แบบธรรมชาติราคาแสนจะคุ้มกับประโยชน์เลยทีเดียว

สิงหโมรา

May 17th, 2013

สิงหโมรา

สิงหโมราสิงหโมรา หรือ ผักหนามฝรั่ง (กรุงเทพฯ) ว่านสิงหโมรา (ไทย) ว่านสิงหโมรา เป็นไม้ล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน ลำต้น มีสีชมพูอ่อน ใบเดี่ยวรูปหัวใจปลายแหลม แก้มย้อยแหลมคล้ายใบดอกหน้าวัว พื้นใบสีเขียวเข้ม มีจุดลายสีแดงก้านกลมยาวประมาณ 30-50 ซม. มีหนามเล็กสีดำ ดอกเล็กๆ อัดเป็นช่อ แท่งกลมยาวคล้ายดอกหน้าวัว กาบหุ้มสีน้ำตาล ผล เป็นผลสด จะมีเนื้อนุ่มหุ้มข้างนอก ส่วนข้างในจะมีเปลือกหุ้มเมล็ดแข็งมากขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด พบได้ตามบริเวณลำธารที่พื้นดินเป็นโคลนเลนตามป่าดิบชื้นทั่วไปที่ร่มร่ำไร ด้านสมุนไพร ก้านช่อดอกหั่นตากแห้งหรือดอกกับสุราดื่ม รักษาริดสีดวงทวาร ก้านใบหั่นตากแห้ง ดองสุราเป็นยาเจริญอาหารและบำรุงโลหิต บางอาจารย์ท่านเรียกว่า ว่านปอบ ใช้ปรุงยาดูดพิษต่างๆ ภายในร่างกายได้ทุกชนิด ช่วยบำรุงโลหิตและบำรุงกำลัง บำรุงกล้ามเนื้อและบำรุงเส้นเอ็น ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาริดสีดวงทวาร ช่วยกำจัดสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย สรรพคุณในตำรายาสมุนไพรไทยนั้น เหง้าหัว รสร้อน ใช้ฝนกับน้ำหรือฝนกับสุราแล้วนำไปปิดปากแผลที่แมงป่องหรือตะขาบกัดต่อยจะบรรเทาอาการปวดได้ และช่วยบำรุงโลหิต ทั้งต้น รสร้อน ดองกับสุราดื่มเป็นยาขับน้ำคาวปลา บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ แก้โรคอยู่ไฟไม่ได้ หรือโดนเลือดลมกระทำเป็นเหตุให้ผอมแห้งแรงน้อย ต้นและใบ รสร้อน บำรุงโลหิตและรักษามดลูกสำหรับสตรีคลอดบุตรใหม่ เป็นยาเจริญอาหาร ยาอายุวัฒนะ แก้โรคโลหิตจาง ซูบซีด หน้ามืด เป็นลมวิงเวียนบ่อยๆ โดยหั่นเป็นชิ้นบางๆ ผสมมะตูมอ่อนและกล้วยน้ำว้าห่ามดองกับสุรา 15 วัน หรือบดเป็นผงละเอียดผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอน รับประทานครั้งละ 1 เม็ด 2 เวลา เช้า-เย็น ก้านใบ รสร้อน เป็นยาเจริญอาหาร บำรุงโลหิต เหมาะสำหรับสตรี โดยหั่นเป็นชิ้นบางๆ ดองกับสุราไว้ดื่ม

ปลาไหลเผือก

May 12th, 2013

ปลาไหลเผือก

ปลาไหลเผือกปลาไหลเผือก หรือ คะนาง ขะนาง ไหลเผือก (ตราด) ตุงสอ แฮพันชั้น (ภาคเหนือ) หยิกปอถอง หยิกไม่ถึง เอียนดอย (ภาคอีสาน) เพียก (ภาคใต้) กรุงบาดาล (สุราษฎร์ธานี) ตรึงบาดาล (ปัตตานี) ตุวุเบ๊าะมิง ดูวุวอมิง (มลายู-นราธิวาส) ที่เรียกสมุนไพรชนิดนี้ว่า “ปลาไหลเผือก” เนื่องจากรากของสมุนไพรชนิดนี้มีลักษณะเหมือนปลาไหลเผือก คือมีสีขาวยาวๆ เหมือนปลาไหลเผือกและยังมีรากเดียว บางครั้งจึงมีคนเรียกว่า พญารากเดียว ซึ่งทางอีสานเรียก เอี่ยน ด่อน (ภาษาอีสานเรียกปลาไหลว่า เอี่ยน ส่วนด่อนภาษาอีสานหมายถึง เผือก) คนอีสานบางท้องที่เรียกปลาไหลเผือกว่า หยิกบ่ถอง ส่วนรากปลาไหลเผือกถ้ามีอายุหลายปี จะมีความยาวมาก บางครั้งยาวมากกว่าความสูงของคนเสียอีก จนทำให้บางท้องที่เรียกปลาไหลเผือกว่า ตรึงบาดาล ปลาไหลเผือกเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีลำต้นสีแดง ในป่าดงดิบจะสูงประมาณ ๖-๑๕ เมตร แต่ในป่าเต็งรังสูงประมาณ ๑-๓ เมตร ไม่แตกกิ่งก้านทางด้านข้าง จะมีใบอยู่ตรงส่วนยอดของลำต้น ใบยาวประมาณ ๑ เมตร ใบนี้ประกอบด้วยใบย่อยจำนวนมาก ใบย่อยมีขนและรูปร่างเรียวแหลมหรือรูปไข่ ปลายเรียวแหลม ดอกสีแดงยาว ๑๐-๑๕ มิลลิเมตร มีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียออกรวมกันเป็นช่อใหญ่ ดอกยาวขนาดใกล้เคียงกับความยาวของใบ ผลสีน้ำตาล รูปร่างคล้ายรูปไข่ ขนาดกว้าง ๕-๑๒ มิลลิเมตร ยาว ๑๐-๑๗ มิลลิเมตร สรรพคุณทางสมุนไพร รากปลาไหลเผือก  รสขมจัด เบื่อเมาเล็กน้อย ถ่ายฝีในท้อง ถ่ายพิษต่างๆ ใช้เป็นยาแก้ไข้ ตัดไข้ทุกชนิด ใช้ผสมยาจันทลิ้นลา  ใช้เป็นยาตัดไข้ ใช้รับประทานแก้วัณโรคในระยะบวมขึ้น ยาจันทลิ้นลา เป็นยาตำรับโบราณ ใช้รักษไข้ แก้อาการชัก